เมื่อไหลผ่านตามจังหวัดต่าง ๆ แล้ว ก็ไปรวมกันกับแม่น้ำมูลที่ระหว่างตำบลหนองแวง อำเภอกันทรารมย์ กับตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
เมื่อไหลผ่านตามจังหวัดต่าง ๆ แล้ว ก็ไปรวมกันกับแม่น้ำมูลที่ระหว่างตำบลหนองแวง อำเภอกันทรารมย์ กับตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ๑๗
จากสภาพภูมิศาสตร์เช่นนี้ จึงทำให้บริเวณดังกล่าวเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และทำให้มีชุมชนหนาแน่นขึ้นอย่างชัดเจนในสมัยทวารวดี และมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่าน อาทิแม่น้ำสารคาม ไหลลงแม่น้ำโขง และแอ่งโคราชหรือบริเวณอีสานใต้ มีแม่น้ำมูลแม่น้ำชีและสาขาไหลผ่าน เช่น ลำน้ำปาว ไหลลงสู่แม่น้ำโขงทางตะวันออกเช่นเดียวกัน ๑๘
ดังนั้นจึงพบแหล่งที่ตั้งชุมชนโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง๖๘๓ แหล่งโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่แอ่งกระทะตามแนวแม่น้ำมูล-ชี ๑๙ มีอัตราการกระจายหนาแน่นมาก
ภาคตะวันออก
อมามีการค้นพบแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีในบริเวณเมืองดงละคร จังหวัดนครนายก
อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการค้นพบแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีในบริเวณเมืองดงละคร จังหวัดนครนายก เมืองมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี และเมืองพระรถ จังหวัดชลบุรี ๒๒ มีองค์ประกอบหลายอย่างและเป็นพื้นที่ที่เหมาะต่อการปลูกข้าว อยู่ใกล้ที่ลุ่มแม่น้ำใหญ่ถึง ๓ สาย และใกล้ชายฝั่ง มีลำน้ำสามารถติดต่อระหว่างที่ตั้งของเมืองกับทะเลได้เป็นอย่างดี สันนิษฐานว่าเมืองโบราณแถบนี้คงเป็นเมืองท่าติดต่อกับชาวต่างประเทศที่มาทางทะเลมาตั้งแต่สมัยทวารวดี
ภาคเหนือ
บริเวณภาคเหนือของประเทศไทยมีการอยู่อาศัยมาแล้วตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่นกัน มีชุมชนโบราณในบริเวณลุ่มแม่น้ำน่านตอนล่างทั้งหมด ๔๐ แห่ง ๒๓ แบ่งเป็นเมืองและชุมชนโบราณ ๑๘ แห่ง เป็นแหล่งโบราณคดี ๒๒ แห่ง แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทางวัฒนธรรมของชุมชนโบราณบริเวณลุ่มแม่น้ำน่านตอนล่างว่า มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ผ่านสมัย ทวารวดี
สังคมเมืองและรัฐที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสำคัญ ๒ สาย คือ ๒๔ ที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่ปิง มีเมืองหริภุญไชยหรือลำพูนเป็นศูนย์กลาง และที่ราบลุ่มแม่น้ำวัง มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเขลางค์นครหรือลำปาง ทั้งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองเนื่องจากได้รับ
ตามสภาพและตำแหน่งภูมิศาสตร์ภาคใต้พบว่า เป็นแผ่นดินแคบ ยาว มีภูเขาสูงเป็นแกนกลาง มีทะเลขนาบสองข้าง
ภาคใต้
ตามสภาพและตำแหน่งภูมิศาสตร์ภาคใต้พบว่า เป็นแผ่นดินแคบ ยาว มีภูเขาสูงเป็นแกนกลาง มีทะเลขนาบสองข้าง ตั้งอยู่ระหว่างผืนแผ่นดินใหญ่(Mainland) ที่ต่อเนื่องไปถึงดินแดนตอนกลางของทวีปเอเชียกับผืนแผ่นดินซุนดา ไม่ห่างจากบริเวณหมู่เกาะของมาเลเซีย และอินโดนีเซียมากนัก ๒๕ เข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์ราวพุทธศตวรรษที่ ๕–๗ ๒๖ มีภาษาใช้หลายภาษา เช่น สันสกฤต บาลี มอญ ทมิฬ อยู่ปะปนกัน ชุมชนลักษณะนี้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๕– ๑๒ ๒๗ มีพัฒนาการเด่นชัดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ มีการสร้างศาสนสถาน พบว่าพุทธสถานเป็นสถาปัตยกรรมก่อด้วยอิฐในรูปของสถูป เจดีย์ มักตั้งอยู่บนที่ราบ ถ้ำหินปูนธรรมชาติบางแห่ง ใช้เป็นที่เก็บรักษาพระพิมพ์และพระสถูปจำลองดินดิบ ดินเผา เป็นต้น
แสดงให้เห็นได้ว่า ภาคใต้มีชุมชนมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่๕-๑๒ บริเวณหรือขอบเขตที่พบโบราณวัตถุสถานที่เป็นวัฒนธรรมทวารวดีนั้น ได้ครอบคลุมไปอย่างกว้างขวางทั่วทุกภาคของประเทศไทยปัจจุบัน
สมัยปัจจุบัน
แผ่นดินที่เป็นประเทศไทย ก็ยังอยู่ในภาคกลางของแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียง
เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าแหลมอินโดจีน
เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าแหลมอินโดจีน เพราะถือว่าอยู่ระหว่างประเทศอินเดียกับประเทศจีนซึ่งเป็นการถือเอาประเทศใหญ่เป็นจุดอ้าง ถ้าถือเอาสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นจุดอ้าง ก็น่าจะเรียกว่าอินโด-แปซิฟิค เพราะเป็นแหลมที่แบ่งน่านน้ำออกเป็นมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิค
สภาพธรรมชาติในเขตร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบตะวันออก-ใต้ของทวีปเอเชียมีอุณหภูมิสูง มีทะเล ลมและฝนเป็นปัจจัยให้เกิดป่าดง ประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้เขตร้อนและสัตว์ป่านานาชนิดที่มีปริมาณมากกว่าอีกหลายส่วนของโลก จึงกลายเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารและทรัพยากรที่สำคัญแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย
สรุปได้ว่า ภูมิศาสตร์ของประเทศไทยยังเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมากอยู่เช่นเดียวกับสมัยโบราณ เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐาน สะดวกในการคมนาคมติดต่อกับคนทั้งภายในภายนอกโดยตั้งอยู่ในบริเวณกลางภูมิภาคของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
๒.๒ ชุมชนและแคว้นดั้งเดิม
ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์และรุ่งเรืองมาแต่อดีตเหมือนกับประเทศอื่น ๆ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกลุ่มคนเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นบ้านเมือง๒๙ และมีพัฒนาการทางวัฒนธรรมมาแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่น้อยกว่าหมื่นปีลงมา๓๐ เพราะเกือบทั่วภูมิภาคล้วนอยู่ในภูมิอากาศที่ได้รับอิทธิพลมรสุมที่พัดพาเอาฝนมาตกประจำทุกปี มีความแน่นอนในการ
กลุ่มแรก เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมอยู่มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มากกว่า ๓,๐๐๐ ปี
กลุ่มแรก เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมอยู่มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มากกว่า ๓,๐๐๐ ปี
กลุ่มที่สอง เป็นคนจากภายนอกที่เคลื่อนย้ายเข้ามาทางลุ่มแม่น้ำโขง ลงมาตามเส้นทางคมนาคมทางบกตะวันตก-ตะวันออกกับเหนือ-ใต้ ผ่านลำน้ำน่าน-ยม-ปิง คือเมืองเหนือจนถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาในสมัยต่อมา
กลุ่มที่สาม เป็นคนจากภายนอกเคลื่อนย้ายเข้ามาทางทะเล เลียบชายฝั่งจากกวางตุ้ง-กวางสี และเวียดนามเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมทั้งพวกที่มาทางทะเลอันดามันด้วย
จากการอาศัยแม่น้ำใหญ่และสาขาที่ไหลผ่านชุมชนน้อยใหญ่ที่ตั้งอยู่ เป็นเส้นทางในการคมนาคม ส่วนทางบกสามารถใช้เส้นทางเดินเท้าได้ เช่นทางพม่ามีเส้นทางบกจากเมืองทะวายผ่านเจดีย์สามองค์ มาตามลำน้ำกาญจนบุรีเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทางหนึ่ง ๓๓ อีกทางหนึ่งติดต่อลุ่มแม่น้ำพระเจ้ายากับดินแดนแถบทะเลสาบเขมรผ่านทางแม่น้ำปราจีน และอรัญประเทศ ๓๔
การที่สามารถติดต่อกับดินแดนต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางเช่นนี้ย่อมมีผลต่อชุมชนที่ ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณภาคกลางทั้งด้านเศรษฐกิจตลอดจนการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมอย่างมาก
ร่องรอยชุมชนสมัยทวารวดี
พัฒนาสืบเนื่องเข้าสู่สมัยสุโขทัย บางแห่งก็ขาดช่วงไป ผู้วิจัยขอแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม
พัฒนาสืบเนื่องเข้าสู่สมัยสุโขทัย บางแห่งก็ขาดช่วงไป ผู้วิจัยขอแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มที่พบร่องรอยตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ และกลุ่มที่พบตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑- ๑๖ เป็นต้น
กลุ่มชนที่อาศัยอยู่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ ได้แก่ชุมชนบริเวณ
๑.กลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยบริเวณเมืองจันเสน๓๕อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๔
๒.บ้านคูเมือง ๓๖ อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี มีคนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยฟูนัน(พุทธศตวรรษที่๘-๑๐)และอยู่อาศัยต่อเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยา
๓.บ้านคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พบโบราณวัตถุมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๕ หลักฐานชี้ให้เห็นถึงการแต่งกาย วิถีชีวิต สภาพสังคมของคนสมัยทวารวดีได้เป็นอย่างดี เช่น ประติมากรรมปูนปั้นรูปบุคคล รูปสตรีพร้อมเครื่องดนตรี เป็นต้น ๓๗
กลุ่มชนที่อาศัยอยู่ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ ได้แก่ชุมชนบริเวณ
๑. นครปฐมสมัยโบราณ ๓๘เจริญรุ่งเรืองอยู่ในที่ราบภาคกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖
๒.บ้านดงเมือง ๓๙ อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ มีการติดต่อกับเมืองโบราณอื่น ๆ ในภาคกลางตะวันตกด้วย
๓.บ้านดอนตาเพชร ๔๐ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เป็นชุมชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ ติดต่อกับชุมชนภายนอกใกล้เคียงและชุมชนที่อยู่ไกลออกไป เช่น อินเดีย เวียดนามและจีนเป็นต้น
๓๕ วรรณี ภูมิจิตร,โบราณคดีนครสวรรค์ : หลักฐานเก่า-ใหม่; นครสวรรค์: รัฐกึ่งกลาง, (กรุงเพทฯ: อมรินทร์การพิมพ์, ๒๕๒๘), หน้า ๘๒-๘๓.
เมืองพงตึก ๔๑ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี
๔.เมืองพงตึก ๔๑ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เป็นชุมชนที่มีผู้อยู่อาศัยมาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖
๕.บ้านโป่งมะนาว ๔๒ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีการอยู่อาศัยมาอย่างน้อย ๒ ระยะ คือระยะแรกประมาณ ๓,๐๐๐- ๓,๕๐๐ ปี ระยะที่สองประมาณ ๑,๕๐๐-๒,๓๐๐ ปีมาแล้ว
๖. เมืองลพบุรีหรือเมืองละโว้ ๔๓ จังหวัดลพบุรี เป็นชุมชนโบราณแห่งเดียว ที่มีผู้อยู่
อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน บ้านพรหมทินใต้ ๔๔ อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี มีคนอยู่อาศัยตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคโลหะ จนถึงสมัยทวารวดี
๗. อู่ตะเภา ๔๕ อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท มีกลุ่มชนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มีความชัดเจนในสมัยทวารวดี
๙. เมืองศรีเทพ อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีกลุ่มชนอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์รับวัฒนธรรมทวารวดีราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ต่อมาพุทธศตวรรษที่ ๑๖ รับอิทธิพลวัฒนธรรมขอม
บริเวณฝั่งทะเลเดิมของที่ราบภาคกลางยังตรวจพบเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบแบบทวารวดี จากภาพถ่ายทางอากาศอีก ๕๔ เมือง ในเขต นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ๔๖ และกรมศิลปากร ได้สำรวจพบร่องรอยของเมืองโบราณสมัยทวารวดีในภาคกลางเพิ่มขึ้นอีก ๑๖ เมือง ในเขตนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี ราชบุรี นครปฐมและชลบุรี ๔๗
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทราบว่าได้มีกลุ่มชนอาศัยอยู่เป็นระยะและเป็นกลุ่ม ๆ
จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ทราบว่าได้มีกลุ่มชนอาศัยอยู่เป็นระยะและเป็นกลุ่ม ๆ ในบริเวณภาคกลางสืบต่อกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ ๔ เป็นต้นมา สอดคล้องกับคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่ระบุถึงการเข้ามาของพระพุทธศาสนาในดินแดนทวารวดีโบราณ ที่เรียกว่าดินแดนสุวรรณภูมิ มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อเริ่มมีหลักฐานด้านโบราณคดีรองรับ แม้ว่าหลักฐานจะมีเก่าไปเพียงพุทธศตวรรษที่ ๘-๙ ก็ตาม ก็ยังชี้ให้เห็นร่องรอยว่า กลุ่มชนที่อยู่ในบริเวณภาคกลาง มีพัฒนาการและความเจริญมากพอที่จะสามารถรับวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาได้ และพบว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในสมัยทวารวดีอย่างมากระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้
ผู้วิจัยสรุปได้ว่า บริเวณภาคกลางมีชุมชนเมืองมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๔ เป็นต้นมา แต่มีหลักฐานทางโบราณคดีชัดเจนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๘-๙ ช่วงที่เจริญสูงสุดอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานของประเทศไทย พบว่า มีพัฒนาการมาก่อนสมัย
